7.10.50

ฝันประหลาด

.
.
เรื่อง : Judas
ภาพ : opt

.
Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

.
มันเป็นความฝันที่แปลกประหลาดน่าดู
.
ผมรู้ว่ามันเป็นความฝัน แม้ว่าผมจะยังไม่ตื่นขึ้นจากมันก็ตามที
.
ที่ผมรู้ก็เพราะมันแปลกประหลาดเกินไปกว่าที่มันจะเป็นความจริง ถึงแม้ว่าอะไรหลายต่อหลายอย่างมันจะใกล้เคียงกับความจริงก็เถอะ
.
.....................................................

.
สายแล้ว ผมรีบเร่งใส่รองเท้า รู้สึกไม่ดีแปลกๆ บอกไม่ถูก ดูนาฬิกาข้อมือตามความเคยชิน เพื่อที่จะพบกับความว่างเปล่า นาฬิกาสายขาดไปตั้งแต่เมื่อวาน และผมยังไม่ได้เอาไปซ่อม แต่คะเนจากนาฬิกาเรือนในห้องนอน ตอนนี้ก็น่าจะเกินเวลานัดไปมากโขแล้ว
.
ผมล็อคลูกบิดประตูบ้าน จากนั้นล็อกซ้ำด้วยแม่กุญแจขนาดใหญ่ เขย่าและดึงกุญแจซ้ำๆไปมาให้แน่ใจว่ามันล็อคแล้ว คนที่เดินผ่านไปมามองดูด้วยความสงสัยว่ากุญแจบ้านผมมีอะไรผิดปกติ แต่ที่จริงแล้ว ที่ผิดปกติคือตัวผมต่างหาก ผมติดนิสัยเขย่ากุญแจหรือลูกบิดซ้ำๆมาตั้งแต่ครั้งที่เริ่มมีอะไรมาให้ล๊อค ให้รับผิดชอบ บางทียืนเขย่ามันอยู่ตั้งสี่ห้านาที ออกเดินไปแล้วเดินย้อนกลับมาเขย่าใหม่ก็มี หมอบางคนให้ความเห็นอย่างไม่เป็นทางการว่าผมเป็นออทิสติกแบบอ่อนๆ
.
พอละมือจากกุญแจ ผมก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งข้ามถนน เพื่อจะไปที่ป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้าม แล้วความรู้สึกอะไรบางอย่างก็แวบเข้ามาในหัว ผมอยากตรวจดูกุญแจซ้ำอีกสักรอบว่ามันเรียบร้อยดีหรือเปล่า ทั้งๆที่รู้นั่นแหละว่ามันเรียบร้อยดีแล้ว แต่ยังไงล่ะ ถ้าผมไม่กลับมาเช็คอีกทีตามความรู้สึกกังวลที่แวบขึ้นมา ผมก็จะไม่สบายใจไปทั้งวัน วนเวียนคิดอยู่แต่เรื่องกุญแจ กุญแจ กุญแจ..
.
รถเมล์คันที่ต้องขึ้นกำลังวิ่งเข้าป้าย ผมละล้าละลังอึดใจหนึ่ง สุดท้ายตัดสินใจหันหลังกลับไปบ้าน
.
เสียงเบรค เสียงหวีดร้อง ความรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างมาปะทะอย่างแรง พื้นดินหายไป เสียงกระดูกหัก โลกตีลังกา ถนนเหมือนจะพลิกขึ้นมาแทนที่ท้องฟ้า แต่ต่ำกว่ามาก ต่ำจนกระทบกับหัวผมดังโพล๊ะ
.
แล้วทุกอย่างก็มืดดับไปเหมือนกับหนังฟิล์มขาด..
.
..............................................................
.
ผมรู้ตัวขึ้นมาได้เองว่าผมตายแล้ว
.
ตายแล้วเห็นอะไร?
.
ใครจะเห็นอะไรผมไม่รู้ แต่ผมเห็นภาพอดีต ตั้งแต่วัยเด็ก ไล่เรื่อยพรั่งพรูมาจนถึงวัยรุ่น วัยทำงาน เหมือนภาพทั้งหมดมันโผล่พรวดขึ้นมาพร้อมกันในทีเดียว แต่ผมก็มองเห็นมันทั้งหมดไม่มีตกหล่น ไม่มีปัญหาในการเรียงลำดับก่อนหลัง บางภาพแจ่ม บางภาพจาง ภาพเธอคนนั้นไม่แจ่ม ไม่จาง หากแต่ชัดเจน ไม่ว่าภาพเธอปรากฏขึ้นที่ใด เมื่อใด ผมจะเห็นมันโดดเด่นออกมาจากภาพอื่นๆได้ทันที
.
เธอคนนั้น.. เธอคนที่แต่งงานไปแล้ว และกำลังจะมีลูกคนที่สอง
.
ทำไมผมไม่ลืมเธอนะ
.
ความทรงจำบางประเภท เป็นความทรงจำที่ไม่ได้มีไว้เพื่อลืม หากแต่เพื่อเฝ้ามอง เพื่อหวนนึกถึงความสุข ความหวาน ขณะเดียวกัน ก็รู้สึกถึงความเศร้า ปวดร้าว และโหยหา จากนั้นเราก็จะเก็บซุกมันไว้ที่ห้วงลึกของใจ เพื่อจะดึงมันขึ้นมาเสพรสชาติของความเจ็บปวดอันฉ่ำหวานในครั้งต่อไป เสพมันเหมือนกับเป็นยาเสพติด
.
ความทรงจำถึงเธอเป็นความทรงจำประเภทนั้น
.
.
นอกจากเรื่องความรักแล้ว ก็มีภาพของเรื่องราวอื่นๆ เรื่องราวที่ปกติธรรมดา ไม่มีความสำเร็จใดๆที่โดดเด่น
.
ภาพที่ฉายย้อนไปย้อนมาวูบวาบรอบตัว แสดงให้เห็นเด็กชายรูปร่างปานกลาง ผลการเรียนปานกลาง กีฬาอ่อน ไม่มีหัวทางดนตรี ไม่มีหัวทางศิลปะ ไม่ใช่เด็กที่ดีเด่นในด้านใดพอที่ครูจะมาเอ็นดู และไม่ใช่เด็กที่เกเรก๋ากั่นจนครูทั้งรักทั้งเกลียด ในใบสมุดรายงานผลการเรียนตรงช่องความประพฤติ มักจะมีแต่ข้อความ ..เรียบร้อย ร่าเริง เอาใจใส่การเรียน เข้ากับเพื่อนได้ดี.. อันเป็นสูตรสำเร็จ เวลาที่ครูไม่รู้จะหาอะไรมาเขียนลงในสมุดพก
.
เคยอยากเป็นหมอ แต่หัวก็ไม่ดีพอที่จะได้เป็น เคยอยากได้เงินเดือนสูงๆ แต่ไม่เคยมีผลงานอะไรไปต่อรองเพื่อขอขึ้นเงินเดือนได้ ไม่ว่ากับบริษัทเก่าหรือบริษัทใหม่ เป็นเพียงคนธรรมดาที่ธรรมดาจนน่าน้อยใจ ใครบางคนเคยบอกว่า ทุกชีวิตมีจุดมุ่งหมายในการเกิดมา พระเจ้าทรงมอบภาระหน้าที่บางอย่างให้กับเขา หน้าที่ซึ่งจะมีเพียงเขาคนเดียวที่ทำมันได้ ผมถามตัวเองบ่อยๆว่าหน้าที่ของผมที่ถูกกำหนดมาให้ทำคืออะไร แต่ก็ดูเหมือนว่า ผมจะไม่ได้เกิดมาเพื่อที่ทำอะไรโดยเฉพาะเจาะจง นอกจากเกิดมาเพื่อที่จะตายไป ก็แค่นั้น
.
และตอนนี้ผมก็ตายแล้ว ตายโดยที่ยังไม่ได้ทำอะไรที่มีคุณค่าเลยแม้แต่อย่างเดียว
.
หรือว่าบางที อาจมีภาระหน้าที่ที่ผมได้รับมอบหมายมารอผมอยู่ที่อนาคตข้างหน้า หากแต่ว่าผมมาด่วนตายไปเสียก่อนก็เป็นได้
.
นั่นสินะ..
.
แล้วถ้ามี ภาระหน้าที่ที่ผมไม่ได้ทำนั่นมันคืออะไรกัน? ถ้าผมเชื่อว่าทุกชีวิตมีจุดมุ่งหมายที่จะเกิดมา ผมก็อาจจะเป็นคนสำคัญที่มาด่วนตายก่อนจะค้นพบความสำคัญของตัวเองก็ได้ ถ้าผมมีชีวิตอยู่ต่อ ผมอาจเป็นบุคคลยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ใครจะไปรู้
.
พระเจ้ามีจริงไหมนะ ? ถ้ามีจริง ผมอยากรู้ว่าภาระหน้าที่ที่ผมได้รับมอบหมายและยังไม่ได้กระทำคืออะไร พระเจ้าน่าจะบอกผมได้
.
..ผมอยากพบพระเจ้า..
.
ผมตะโกนมันออกมา ท่ามกลางความเงียบงันที่เวิ้งว้าง ผมไม่ได้ยินเสียงตัวเองที่ตะโกนออกไป แต่รู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างเปลี่ยนแปลง ภาพที่วูบวาบที่ปรากฏอยู่รอบตัวตกลงไปด้านล่างอย่างรวดเร็ว ไม่รู้สิ บางทีอาจเป็นผมที่ลอยขึ้นสูงก็ได้ มีอะไรบางอย่างสว่างจ้าแสบตาเสียจนต้องหรี่ตามอง พอคุ้นชินกับแสงสว่างนั้นผมก็เห็นร่างหนึ่งเดินเข้ามาหา
.
“พระเจ้า” ผมอุทานออกมาเองโดยอัตโนมัติ
.
.
Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket
.
.
ผมแน่ใจว่าผมกำลังฝัน และในความฝัน การที่เราจะรู้อะไรๆได้เองโดยไม่มีเหตุผลนั้นเป็นเรื่องปกติ
.
พระเจ้าหน้าตายังไง ผมบอกไม่ถูกเหมือนกัน ผมเห็นหน้า เห็นรูปร่าง เห็นบุคลิก เห็นเหมือนที่บุคคลหนึ่งสมควรจะเห็นอีกบุคคลหนึ่ง แต่ก็เหมือนไม่เห็น คือผมรู้สึกว่าพระเจ้าน่ะท่านมีรูปร่าง จับต้องได้ แต่หาคำอธิบายออกมาไม่ได้ ประมาณนั้น
.
“เจ้าเรียกเรารึ ?” ผมผงกหัวรับ
.
“เจ้าสงสัย ?” ผมผงกหัวอีกครั้ง
.
“ถามเรามาสิ” คราวนี้ผมไม่ผงกหัว ผมคิดและก็คิดอย่างหนัก ก่อนจะรวบรวมความกล้าเอ่ยคำถามออกมา
.
“ผมมีเหตุผลจำเพาะ มีหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ในการไปเกิดเป็นคนหรือไม่ ? ทำไมเหมือนกับว่าผมทำอะไรไม่เคยสำเร็จสักอย่างในตลอดทั้งชีวิต ?”
.
ผมเห็นพระเจ้ายิ้ม
.
“ไม่สำเร็จรึ ? เจ้าทำมันเรียบร้อยแล้วต่างหาก” ผมพยายามทบทวน ตลอดชีวิตที่ผ่านมา มีอะไรบ้างที่พอจะเรียกได้ว่ามันคือความสำเร็จ คำตอบคือไม่มี
.
“ผมคิดว่า ผมน่าจะยัง..”
.
“เจ้าทำมันเรียบร้อยแล้วหละ สำหรับหน้าที่ที่เจ้าได้รับมอบหมาย”
.
“งั้น..” ผมเริ่มสับสน ไม่แน่ใจ “หน้าที่ที่ผมได้รับคืออะไร ? ทำไมผมถึงไม่รู้สึกเลยว่าผมได้ทำหน้าที่อะไรที่ยิ่งใหญ่ ?”
.
.
พระเจ้ายิ้มอีกครั้ง
.
“เจ้าจำสาวคนรักของเจ้าที่ทอดทิ้งเจ้าไป เพราะเจ้าไม่มีอนาคตได้ไหม ?” ผมรู้สึกเจ็บแปลบๆเมื่อได้ยินคำถามนี้ เลยได้แค่ผงกหน้ารับ
.
“สาวคนนั้นเดิมก็เป็นแค่เพียงสาวช่างฝันทั่วไป ไม่มีจุดมุ่งหมายชัดเจนในชีวิต แต่เมื่อได้พบกับเจ้า คบกับเจ้า ได้เรียนรู้ถึงความไม่มั่นคงของชีวิตจากเจ้า เขาจึงทิ้งเจ้าไปแต่งงานกับชายอีกคนซึ่งมีความมั่นคงในชีวิตมากกว่า มีฐานะดีกว่า” ผมผงกหัวรับความจริง ความจริงที่ผมรู้ชัดเจนมาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน
.
“เจ้ารู้ไหม ว่าลูกคนที่สองของสองคนนั้นจะเติบโตขึ้นเป็นจิตรกรที่ยิ่งใหญ่แห่งยุค สร้างผลงานมากมาย เป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังเดินตาม”
.
“หากไม่มีเจ้า เธอคนนั้นคงไม่ยอมแต่งงานกับ ชายขี้โมโหเจ้าอารมณ์ที่มีเพียงแค่ความมั่นคงในชีวิต ลูกของเธอก็คงไม่เกิดขึ้นท่ามกลางทรัพย์สมบัติ และความกดดันทางจิตใจของพ่อ และเปลี่ยนความขัดแย้งนั้นเป็นงานศิลปะได้หรอก”
.
“นั่นคือหน้าที่ของผมหรือ..” ผมได้ยินเสียงตัวเองคราง
.
“ใช่” พระเจ้าเอ่ยต่อ “นอกจากนี้ เจ้ายังจำเพื่อนร่วมงานของเจ้า คนที่แซงหน้าคว้าตำแหน่งผู้จัดการทั้งๆที่มีอายุงานน้อยกว่าเจ้าได้ไหม”
.
“จำได้สิ” ทำไมผมจะจำไม่ได้ มันชื่อไอ้เจษฏ์ ประจบประแจงเป็นหนึ่ง เห็นแก่ตัวอย่างวายร้าย แต่ก็ฉลาดมากเช่นกัน
.
“ถ้าคู่แข่งของเจษฏ์ไม่ใช่เจ้า หากแต่เป็นคนอื่นที่มีความสามารถกว่าเจ้า หมอนั่นคงไม่มีทางเติบโตในหน้าที่การงานได้รวดเร็วอย่างนี้”
.
“และนั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้บริษัทนี้ก้าวหน้าเมื่อได้ผู้บริหารที่มีความสามารถและมีหัวการค้า เข้ากับคนได้ทุกระดับ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าบริษัทนี้จะกลายเป็นบริษัทระดับประเทศ ส่งผลกระทบกับใครต่อใครอีกมากมาย”
.
ผมพูดไม่ออก หน้าที่ของผมเหมือนไม่ใช่หน้าที่..
.
“นั่นก็คือหน้าที่ของผม ?”
.
“ก็ใช่ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ข้ามอบหมายให้เจ้าไปทำ”
.
“.....”
.
“เจ้ารู้มั๊ยว่าเจ้าตายเพราะอะไร?”
.
“รถชน..มั้ง”
.
“อืมม” พระเจ้ายังคงเล่าต่อไปเรื่อยๆ “ แล้วเจ้ารู้ไหม ว่ารถคันนั้นคือรถของคนร้ายที่เตรียมตัวจะไปดักซุ่มยิงบุคคลสำคัญคนหนึ่ง เมื่อมาชนเจ้า รถคันนั้นถูกจับกุม แผนทุกอย่างล้มเหลว และต่อไปบุคคลสำคัญที่รอดชีวิตคนนั้นจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของประเทศ”
.
“เป็นยังไงบ้าง หน้าที่ของเจ้ายิ่งใหญ่พอหรือยัง ?”
.
“..............................”
.
.
.
.
“ผม..” มันเหมือนมีอะไรอัดอั้นอยู่ข้างในเต็มไปหมด แต่ผมไม่รู้ว่าผมจะพูดมันออกมายังไงดี “ผม..”
.
“หน้าที่ผมคือเกิดมาเพื่อเป็นผู้แพ้ยังงั้นรึ?” ในที่สุดผมก็โพล่งออกมา มันไม่ตรงกับที่คิดนัก แต่ผมก็พูดมันออกมาแล้ว “นั่นคือหน้าที่ของผมยังงั้นรึ ?”
.
“ทุกผู้ชนะย่อมต้องการผู้แพ้” พระเจ้าพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “เจ้าคิดว่าเราจะกำหนดให้ผู้หนึ่งเป็นผู้ชนะได้อย่างไร หากไม่กำหนดผู้ที่จะแพ้ให้กับเขา ?”
.
“มันไม่ยุติธรรม” ผมคราง ทำไมคนอื่นได้เกิดเพื่อที่จะเป็นผู้ชนะ ส่วนผมเกิดเพื่อให้เขาเหล่านั้นได้รับชัยชนะ
.
“วีรกรรมของเจ้าน่ะยิ่งใหญ่” พระเจ้าพูด “ถ้าไม่มีผู้พ่ายแพ้ เขาเหล่านั้นก็ไม่มีทางฝากชื่อไว้ในฐานะผู้ชนะ ชะตากรรมของเขาไม่มีวันปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่มันควรจะเป็น ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้า”
.
“ความพ่ายแพ้ของเจ้า ความเจ็บปวดของเจ้า ความล้มเหลวของเจ้า กระทั่งท้ายที่สุด..ชีวิตของเจ้า มีส่วนสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ให้กับโลกมากมาย ความสำคัญของเจ้าไม่น้อยกว่าผู้ชนะหรือผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายหรอก” ฟังดูมีเหตุผล แต่มันก็ทำให้ผมทำใจรักความอ่อนแอของตัวเองขึ้นมาไม่ได้อยู่ดี
.
“ทุกความพ่ายแพ้ให้กำเนิดชัยชนะเสมอ” พระเจ้าสรุป
.
“แต่..” ผมอ้าปากจะค้าน พระเจ้ายกมือขึ้นห้าม
.
“เรื่องนี้เอาไว้คุยกันทีหลัง หมดเวลาแล้ว” หมดเวลา ? หมดเวลาอะไร หมดเวลาฝันสินะ ผมกำลังฝันอยู่นี่ ฝันบ้าบอเพราะความฟุ้งซ่าน เมื่อคืนคงดื่มหนักไป ผมสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ดื่มเหล้ามากมายยังงี้อีก มันทำให้ฝันไม่ดี
.
รู้สึกวูบเหมือนโดนกระตุกพื้นออกจากเท้า ผวาเหยียบอากาศที่ว่างเปล่าเพื่อที่จะพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงนอนสีมอๆที่คุ้นเคย
.
ผมฝันไปจริงๆ
.
ดูนาฬิกา แปดโมงครึ่งกว่าแล้ว ผมมีนัดกับลูกค้าตอนเก้าโมง รีบเข้าห้องน้ำ อาบน้ำแต่งตัว คว้ารองเท้ามาใส่ ยกนาฬิกาขึ้นมาดูตามความเคยชิน อ้อ..สายขาดตั้งแต่เมื่อวานสินะ ยังไม่ได้ซ่อมเลย
.
ล็อคประตูอยู่พักใหญ่ เดินข้ามถนนไปป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้าม พอถึงกลางถนนกลับรู้สึกไม่สบายใจเหมือนว่าไม่ได้ล็อคประตู พอตัดสินใจหันหลังกลับ ภาพความฝันเมื่อคืนก็แวบเข้ามาในหัว
.
.
.
เสียงรถเหยียบเบรคดังสนั่น..
.
.
.................................................................
.
.

5.10.50

ถ้อยระบายของชายตัวเขียว

เรื่อง: judas
ภาพ: opt
.
.
.
Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket
.
.
ตอนที่ 1
.
.
.
เปาะ แปะ เปาะ แปะ
.
ยุงชุมจัง
.
ผมเอามือเขียวๆที่มียางเหนียวๆลูบเอาซากยุงออกจากผิวหนังลื่นๆ
.
มันก็ออกจะเสี่ยงอยู่เหมือนกัน ที่ผมออกมานอนคุดคู้บนศาลารอรถข้างทางนี่ ใครอาจจะออกมาเห็นเข้าก็ได้ ถึงมันจะดึกแล้วก็เถอะ
.
แต่ผมก็อยากที่จะเข้าใกล้หมู่บ้านขึ้นมาอีกนิด ได้ใกล้ๆแสงไฟขึ้นอีกหน่อย
.
มันอบอุ่นดี
.
.
.
.
นี่กี่วันแล้วนะ
.
ผมยกนิ้วที่มีข้างละสี่นิ้วขึ้นมานับ
.
ถ้าให้เขียนเป็นภาษาโลกมนุษย์ก็ 15 วัน
.
ถ้าเป็นภาษาบ้านผมก็ 17 วัน
.
อ๋อ ผมลืมบอกไปสินะ
.
ว่าที่ที่ผมจากมาน่ะ เค้าใช้เลขฐานแปดกัน
.
.
.
.
ยานตกกลางไร่ข้าวโพด
.
ผมไม่เป็นอะไรมากหรอก ระบบนิรภัยในยานได้รับการออกแบบมาอย่างดี
.
แต่ตัวยานเสียหายหนักเอาเรื่อง ที่แย่หนักคือระบบสื่อสารกับยานแม่พัง
.
ผมทดลองแกะๆซ่อมๆอยู่สี่วัน ทำท่าจะมีความหวังว่าจะซ่อมได้ อย่างน้อยก็น่าจะพอติดต่อกับยานแม่ได้
.
ดันโชคร้ายสุดๆ ที่มีคนมาเจอยานผม แล้วก็ลากไปไหนก็ไม่รู้ ท่าทางแตกตื่นกันใหญ่
.
ดีนะที่ผมออกไปหาน้ำกินที่แอ่งน้ำไกลออกไป ไม่งั้นคงโดนจับไปพร้อมกับยาน
.
.
.
.
หลังจากนั้นก็มีคนมาค้นหาตัวผมนะ
.
แต่เค้าหาไม่เจอหรอก
.
ผมตัวไม่ใหญ่ สูงแค่เอวพวกคุณเอง
.
แค่ผมซ่อนเงียบอยู่ในไร่ข้าวโพดก็ลำบากที่จะมองเห็นแล้วหละ
.
.
Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket
.
.
ปัญหาใหญ่นอกจากเรื่องจะกลับบ้านยังไงคือเรื่องอาหาร
.
ผมกินอาหารที่พวกคุณกินกันได้อยู่นะ
.
แต่ปัญหาคือจะหาอาหารมาจากไหนแค่นั้นแหละ
.
ไอ้ครั้นจะให้ไปด้อมๆจับปูจับปลากินรึก็ลำบาก
.
เกิดงูเงี้ยวกัดตายขึ้นมาก็ไม่ได้กลับดาวกันพอดี
.
.
.
.
ผมทนหิวอยู่ได้สี่วัน หัวใจที่อกข้างซ้ายก็หยุดเต้น
.
นี่ดีนะที่อีกดวงที่อกข้างขวามันยังทำงานปกติน่ะ
.
เช้าวันที่ 5 ผมนอนพะงาบๆ น้ำเหนียวๆไหลเยิ้มทั่วตัวอยู่ริมถนนลูกรัง
.
ตอนนั้นผมคิดว่าผมคงตายแน่ๆ
.
พอถึงเวลาจริงๆผมก็ไม่ได้กลัวตายสักเท่าไหร่หรอกนะ
.
แค่รู้สึกใจหาย
.
ผมอยากกลับไปตายที่บ้าน..
.
.
.
.
แต่วันนั้นโชคดี มีมนุษย์หัวล้านๆนุ่งชุดเหลืองๆผ่านมา
.
พวกคุณเรียกกันว่าพระ? ใช่ไหม? ผมคงจำไม่ผิด
.
พระหยุดมองผม ผมก็มองท่านทั้งๆที่นอนหมดแรงอยู่นั่นแหละ
.
ถ้าเป็นธรรมดาผมคงหนีไปแล้ว แต่ตอนนั้นผมหนีไม่ไหวจริงๆ
.
ผมคิดว่าตอนนั้นท่านคงรู้แล้วหละว่าผมเป็นมนุษย์ต่างดาว ข่าวออกจะดัง
.
แต่ท่านก็ไม่ยักกะตกใจแฮะ
.
พระมองผมนิ่งๆอยู่สักพัก
.
แล้วก็เปิดกระป๋องใบโตๆดำๆที่อุ้มมาด้วย หยิบข้าวมากำมือนึง ต้มจืดอีกถุงนึง มาวางไว้ข้างๆผม แล้วท่านก็เดินไป
.
ผมกัดก้นถุงแกงจืดดูดกินทั้งน้ำ ทั้งเนื้อ
.
นั่นแหละที่ทำให้ผมรอดตายมาได้
.
.
Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket
.
.
ตั้งแต่วันนั้น ผมก็มาดักรอพระที่เดิมทุกวันท่านก็แบ่งอาหารในกระป๋องมาให้ทุกวัน
.
เออ..
.
ตอนนี้ผมกินข้าวเป็นแล้วนะ
.
.
.
.
ภาษามนุษย์ผมพอรู้มั่ง งูๆปลาๆให้คล่องเลยคงไม่ได้ เพราะมนุษย์มีภาษาเยอะ พวกผมก่อนมาทำงานก็ต้องเรียนกันคนละหลายๆภาษาตามแต่บริเวณที่จะไปทำงาน
.
ผมรู้หมดนะ ทั้งภาษาจีน ไทย เขมร ลาว พม่า มลายู
.
แต่ก็อย่างที่บอกไม่คล่องสักภาษา
.
ฟังได้อ่านได้ แต่จะให้พูดก็ยังขัดๆเขินๆอยู่
.
กลัวสำเนียงไม่ได้น่ะ
.
.
.
.
เปาะ แปะ เปาะ แปะ
.
.
ยุงชุมชะมัด
.
ผมมองดูดาวบนฟ้า
.
คุณรู้จักดาวนายพรานกันใช่ไหม
.
ดาวของผมน่ะ อยู่แถวเข็มขัดนายพราน ถ้ามองจากโลกนะ
.
นี่ผมยังนึกไม่ออกเลย ว่าจะกลับบ้านยังไงดี ยานก็ไม่มีแล้วด้วย
.
ตอนอยู่ที่โน่นน่ะ ผมไม่เคยรักดาวของผมมากขนาดนี้มาก่อนเลยนะ
.
ไอ้นั่นก็ไม่ดี ไอ้นี่ก็แย่
.
แต่ตอนนี้..
.
.
อะไรๆเกี่ยวกับดาวผม มันก็เหมือนจะดูดีไปเสียทั้งนั้น
.
.
.
.
ก่อนผมมา มีหลายคนเคยถามว่าทำไมผมชอบเดินทาง เดินทางเพื่ออะไร
.
ผมตอบอะไรที่เท่ห์ๆไปตั้งหลายอย่างแน่ะ
.
ผมออกเดินทางเพราะความรักในการผจญภัย เพื่อแสวงหาความท้าทาย ไปเพื่อการค้นพบสิ่งแปลกๆใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิม สวยงามกว่าเดิม หรือเพราะเพื่อต้องการเรียนรู้อวกาศที่กว้างใหญ่ ฯลฯ
.
แต่ตอนนี้ ถ้าใครมาถามผมตอนนี้ด้วยคำถามเดิมนะ
.
ผมจะบอกว่า
.
.
ผมออกเดินทาง เพื่อที่จะได้เรียนรู้ตัวเอง
.
ผมออกเดินทาง เพื่อที่จะค้นพบความสวยงามในสิ่งเดิมๆเก่าๆ ที่คุ้นชินและจำเจ
.
ผมออกเดินทาง เพื่อที่จะได้ “เห็น” ในสิ่งที่เคย “มอง” แต่ไม่เคย “เห็น”
.
ผมออกเดินทาง เพื่อที่จะได้พบกับ “ความรัก” ที่ไม่เคยรู้ว่ามี ซ่อนอยู่ข้างในใจของผม
.
.
.
.
ที่จริงแล้ว..
.
ผมออกเดินทาง เพื่อที่จะได้กลับไป
.
.
.
.
แต่ว่าผมจะกลับไปยังไง ผมก็ยังไม่รู้เหมือนกัน...
.
.
.
ตอนที่ 2
.
.
แสงจันทร์ส่องลอดช่องระหว่างเสาไม้ฉายเข้ามาที่ใต้ถุนศาลาวัด
.
อีกกี่วันนะ นับนิ้วแปดนิ้วของผมดู
.
เหลืออีก 7 วันแค่นั้นเอง
.
.................................
.
ประแจ ไขควง อุปการณ์ต่างๆทั้งหลายของโลกมนุษย์นี่จับลำบากชะมัด
.
ทุกอย่างเหมือนถูกออกแบบมาให้ใช้ร่วมกับนิ้วหัวแม่มือทั้งหมด
.
ผมไม่มีนิ้วสั้นๆ ที่แข็งแรงแบบหัวแม่มือ ตรงริมสุดด้านในของมือก็เป็นแค่นิ้วที่ยาวๆเท่าๆกับนิ้วอื่น ไม่ได้แข็งแรงไปกว่ากันนัก
.
ก็ลำบากอยู่เหมือนกันในตอนแรกๆ แต่ตอนนี้เริ่มชิน..
.
.
.
ผมกำลังซ่อมยานของผมอยู่
.
ซ่อมมันด้วยความหวังที่จะได้กลับบ้าน
.
หลังจากยานของผมถูกยึดไปเมื่อสามสี่เดือนก่อน ก็มีข่าวจากทางราชการออกมาว่า ยานของผมเป็นของปลอม เป็นของแหกตา
.
มีการเอามาออกทีวีด้วยนะ ผมดูจากทีวีที่วัด มีพิธีกรรายการโน้นรายการนี้มาถ่ายทำกันด้วย หัวเราะกันใหญ่ ทำนองว่าใครกันนะที่เชื่อว่าไอ้ยานหน้าตาเหมือนของเล่นนี่เป็นยานจริง
.
สุดท้ายหลวงพ่อเลยทำเรื่องขอไปกับทางการ ว่าจะเอายานที่ว่าของเล่นนี่มาตั้งโชว์ไว้ที่พิพิธภัณฑ์ที่วัดได้ไหม แล้วเรื่องก็ถูกอนุมัติอย่างง่ายดาย
.
“ของเล่นชัดๆ ใครมันบ้าเชื่อว่าเป็นของจริงนะ” เจ้าหน้าที่ที่เอายานผมมาส่งให้ที่วัด หัวร่อกันอีกยกใหญ่ก่อนที่จะลาหลวงพ่อกลับไป
.
มนุษย์นี่ก็แปลกนะ
.
เค้าคิดว่ายานของผมเป็นของเล่น เพียงเพราะหน้าตามันไม่เหมือนกับสิ่งที่เค้าคิดว่า “ของจริง” นั้นควรจะเป็น
.
ทำไมเค้าไม่เคยฉุกใจคิดกันบ้าง ว่าภาพของจริงที่เค้าคิดเอาเองนั้น มันอาจไม่จริง?
.
แต่ก็อย่างว่าแหละ นี่ก็คือนิสัยของมนุษย์บนโลกใบนี้ตามที่ผมเรียนมาไม่ใช่หรือ
.
โลกที่เมื่อมันหมุนรอบตัวเองและเคลื่อนไปรอบดวงอาทิตย์ คนบนโลกกลับมองเห็นว่าดวงอาทิตย์นั้นหมุนขึ้นลงวนเวียนอยุ่รอบโลก
.
ทั้งๆที่ตำราทุกเล่มที่โลกนี้มีก็บอกอยู่ทนโท่ว่าโลกเป็นแค่บริวารของดวงอาทิตย์
.
แต่เนื้อแท้ของมนุษย์ก็มักหลงลืม ยึดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งอยู่ดี
.
.
บางคนบอกว่าความไม่รู้นั้นคือความโง่
.
แต่ผมว่าความ “หลงผิด” ต่างหาก คือความโง่ที่แท้จริง
.
เพราะมันจะทำให้คุณมองไม่เห็นอะไรเลย แม้ว่าสิ่งนั้นมันจะอยู่ตรงหน้าคุณก็ตาม
.
.
หลวงพ่อเอายานมาไว้ที่ใต้ถุนศาลา ที่เป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน ตามที่ได้แจ้งกับทางการ
.
แต่ที่หลวงพ่อไม่ได้แจ้งกับทางการคือ หลวงพ่อให้กุญแจผมไว้ พร้อมทั้งเจียดเงินไปซื้อเครื่องมือช่างที่จำเป็น เท่าที่ผมพยายามวาดรูปให้ท่านดูมาให้ผม
.
เครื่องมือซ่อมแซมบางอย่าง ก็พอมีหลงเหลืออยู่บ้างในยาน
.
อ้อ ผมลืมบอกไป ผมแอบมาอาศัยอยู่ในวัดนานแล้วหละ
.
หลวงพ่อจัดที่พักเป็นกุฏิพระเก่าๆที่ไม่มีใครอยู่ให้ผมพัก แล้วให้ผมออกมาเฉพาะกลางคืน จะได้ไม่มีปัญหา อาหารการกิน ท่านก็เจียดไปวางไว้หน้ากุฏิด้วยตัวเองทุกวัน
.
ผมซาบซึ้งจนไม่รู้จะพูดยังไง ตอนนี้ผมสวดมนต์ได้แล้วนะ หลวงพ่อท่านสอนบทง่ายๆสองสามบทให้
.
.
.
.
ตั้งแต่ได้ยานกลับมา ความหวังที่จะได้กลับบ้านของผมที่เคยเหือดแห้งไปก็กลับคุโชนขึ้นอีกครั้ง
.
จากเดิมที่หมดหวัง ผมเริ่มปรับตัวกับโลกใบนี้ได้ เริ่มกินได้มากขึ้น เริ่มนอนหลับได้นานขึ้น เริ่มเรียนรู้ที่จะรักโลกใบนี้มากขึ้น
.
เค้าเรียกว่าการ “ทำใจ” มั้ง จนผมคิดว่า
.
ผมคงพออาศัยอยู่บนโลกใบนี้ได้..ตลอดไป
.
.
แต่พอยานมาอยู่ที่วัด ผมก็กลับรู้ตัว ว่าผมไม่มีวันอยู่บนโลกใบนี้ได้อีกต่อไป
.
ผมไม่มีวันนั่งมองยานแล้วมีความสุขกับโลกใบนี้ได้อีกแล้ว
.
ผมต้องไป ผมต้องกลับบ้าน
.
.
.
ผมเริ่มซ่อมยานตลอดคืน และนอนในช่วงกลางวัน
.
จากการเช็คสภาพยานและเชื้อเพลิง สารกัมมันตภาพที่เหลืออยู่เพียงพอให้ใช้บินได้อีกนิดเดียวเท่านั้น
.
เป้าหมายของผมคือสถานีสำรวจที่ใกล้ที่สุด ที่พวกผมมาตั้งทิ้งไว้ สถานีที่ไททัน ดวงจันทร์ดวงที่ใหญ่ที่สุดของดาวเสาร์
.
ถ้าผมไปถึงที่นั่นได้ ผมก็จะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปยังยานแม่ที่ออกไปจากระบบสุริยะจักรวาลแล้วได้
.
เครื่องส่งสัญญาณที่ตัวยานของผมมันพังยับเกินเยียวยาแล้ว
.
จากเชื้อเพลิงที่เหลือน้อย ผมนั่งคำนวณอยู่ครึ่งค่อนวัน ได้ผลออกมาว่า ผมไม่มีทางขับยานออกพ้นเขตแรงโน้มถ่วงโลกได้เลย
.
ผมเกือบหมดหวัง ถ้าไม่เห็นข่าวว่าจะมีสุริยุปราคา
.
.
.
สุริยุปราคา คือการที่ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์และโลกซ้อนทับอยู่บนเส้นตรงเดียวกัน
.
พูดให้ง่ายคือ ถ้ามองจากโลก จะเห็นเป็นดวงจันทร์อยู่ในแนวเดียวกับดวงอาทิตย์
.
ซึ่งตรงจุดนั้น แรงดึงดูดของดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์จะบวกกันพอดี
.
ถ้าผมออกยานตรงช่วงเวลานั้น มุ่งหน้าเข้าหาทิศสุริยุปราคา แรงดึงดูดนั้นจะหักล้างกับแรงโน้มถ่วงโลก ถึงจะไม่มาก แต่ก็น่าจะมากพอให้ยานผมหลุดออกไปได้ โดยมีพลังงานเหลืออยู่นิดหน่อยหรือไม่เหลือเลย
.
แต่การเดินทางเป็นเส้นตรงในอวกาศไม่ต้องใช้พลังงานอยู่แล้ว
.
ผมแค่ปรับทิศยานตอนก่อนหลุดจากโลกให้หันหน้าไปทางดวงจันทร์ไททันให้ได้เป็นพอ
.
แล้วแรงเฉื่อยของยานกับคอมพิวเตอร์นำทางคงพาผมไปถึงได้ไม่ยาก
.
.
.
ผมคำนวณแล้วคำนวณอีก
.
ลงมือซ่อมอย่างเอาเป็นเอาตาย เวลาน้อยลงเรื่อยๆ
.
บางคืนผมหลับคายาน เช้ามาหลวงพ่อต้องอุ้มผมไปนอนในกุฏิก่อนที่ท่านจะออกบิณฑบาตเพราะกลัวใครจะมาเห็นเข้า
.
สุริยุปราคาใกล้เข้ามาเรื่อยๆ หนังสือพิมพ์ ทีวีเริ่มประโคมข่าวกันใหญ่
.
ยานผมคืบหน้าไปไม่มาก ผมไม่แน่ใจเลยสักนิด ว่าผมจะทำมันเสร็จทันเวลา
.
ที่ข้างกำแพงวัด มีคนเอาโปสเตอร์หนังมาแปะ ผมไปเดินเล่นกลางดึกคืนหนึ่งเพื่อยืดเส้นยืดสายจากงานซ่อมเลยไปเจอเข้า โปสเตอร์ใบนั้นเขียนว่า
.
“ Get Rich, Or Die Tryin’ ”
.
ผมฉีกเอามาแปะที่ข้างยาน ขีดคร่อมคำว่า “Rich” เพราะผมไม่ต้องการรวย
.
แล้วเขียนใหม่เป็น
.
“Get It, Or Die Tryin’ ”
.
ถ้าผมซ่อมมันไม่เสร็จทันเวลา ผมก็ยอมตายมันอยู่ข้างยานนี่แหละ
.
.
กี่คืนแล้วนะที่ผมไม่ได้นอน
.
สามคืน สี่คืน ห้าคืน ผมจำไม่ได้ เหมือนว่ามันเบลอไปหมด
.
หลวงพ่อเดินมาดูเป็นระยะ แต่ท่านก็ไม่ได้ห้ามอะไร ผมคิดว่าท่านคงเข้าใจ
.
.
คุณรู้ไหม เส้นแบ่งระหว่างความสำเร็จกับความล้มเหลวน่ะ มันเป็นแค่เส้นบางๆแค่นั้นเอง
.
คนที่ทำสำเร็จคือคนที่ก้าวข้ามเส้นบางๆนั้นไปได้ แม้เพียงแค่เซ็นต์เดียวก็ตาม
.
ขณะที่คนล้มเหลว อาจเป็นคนที่ขาดไปแค่เซ็นต์เดียวก็จะข้ามเส้นนั้นได้
.
ความเป็นจริงก็คือ เรื่องราวในจักรวาล ไม่ได้ต่อเนื่องเป็นเส้นตรงไปเรื่อยๆ แต่ขยับเป็นลำดับขั้นแบบขั้นบันได
.
มีแค่ได้ กับ ไม่ได้
.
“เกือบได้” ไม่ได้มีความแตกต่างกับ “ไม่ได้อย่างสิ้นเชิง”
.
“ได้แบบฉิวเฉียด”กับ “ได้แบบสบายๆ” ก็ไม่ได้ต่างกัน
.
ผมวางเดิมพันทั้งหมดที่ผมมี เพื่อก้าวข้ามเส้นบางๆที่ว่าให้ได้ ซ่อมยานให้เสร็จทันเวลา
.
.
.
ตีห้าของวันที่จะเกิดสุริยุปราคา ผมซ่อมมันเสร็จ
.
เสียงหลวงพ่อทำวัตรเช้าแว่วมา ผมนั่งยองๆพนมมืออยู่ข้างยาน
.
น้ำตาไหล ไม่รู้ทำไม
.
.
.
.
สายวันนั้น หลังจากผมกินข้าวอิ่ม หลวงพ่อก็มาช่วยลากยานไปไว้ที่ป่าช้าหลังวัด เพื่อรับประกันว่าจะไม่มีใครมาเห็น
.
ทุกอย่างพร้อม เหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมง สุริยุปราคาเต็มดวงจะเกิด
.
ผมเข้าไปกราบเท้าหลวงพ่อ
.
ท่านให้พรผมเป็นภาษาบาลี
.
ผมไม่รู้จะตอบยังไงดี ผมเลยสวดอะระหังสัมมาให้ท่านฟังจนจบ
.
ท่านลูบหัวผมแบบเอ็นดู
.
“ไปดีนะ ไอ้เขียว” ท่านพูดแล้วหันหลังเดินจากไป ปล่อยผมไว้ลำพังกับยาน
.
.
.
ตอนนี้ผมนั่งรออยู่ในยานเรียบร้อย ดูนาฬิกานับถอยหลัง
.
มองออกจากหน้าต่างเห็นโปสเตอร์ “Get It, Or Die Tryin’ ” ปลิวหลุดไปตามลม
.
“5-4-3-2-1”
.
.
ฟ้ามืดแล้ว
.
เสียงประทัดดังลั่น
.
นกบินกลับรังกันเป็นหมู่
.
ผมกำลังจะกลับบ้าน
.
.
.
ยานผมพุ่งทะยานวาบขึ้นไปในอากาศ สูงขึ้น สูงขึ้น เหมือนใครบางคนจุดพลุไฟขึ้นฟ้า
.
ในห้องนักบิน ตัวยานเสียดสีกับบรรยากาศโลกจนเสียงดังแสบแก้วหู ทางด้านซ้ายเหมือนมีอะไรหลุดออกไป ทำให้ยานแกว่ง
.
ผมมือเย็นเฉียบ กุมคันบังคับแน่น
.
จะออกไปนอกชั้นบรรยากาศได้ก่อนยานพังหรือเปล่า ?
.
เชื้อเพลิงผมจะพอพายานหลุดออกจากชั้นบรรยากาศได้จริงหรือเปล่า ?
.
ผมหลับตา นึกถึงบ้าน ที่ผมยอมแลกทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิตเพื่อให้ได้กลับไป
.
ย้อนนึกถึงสิ่งที่ทำมาทั้งหมดที่ผ่านมา
.
.
.
จริงสินะ ที่ผ่านมาผมทำทุกอย่างเท่าที่ผมจะทำได้จนหมดแล้ว
.
ผมทำดีที่สุดแล้ว
.
สิ่งที่เหลือ บางทีอาจเป็นโชคชะตา บางทีอาจเป็นความบังเอิญหรือ อะไรก็แล้วแต่ ผมคงไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้อีกแล้ว
.
.
.
สุดท้ายผมก็ได้รู้ ว่าการที่เราได้ทำ “เต็มที่” หรือยัง มันอาจสำคัญมากกว่าการ “ไปถึง”หรือเปล่า
.
ผมยิ้มกับตัวเอง คลายมือจากคันบังคับ
.
หลับตา.. เอ่ยคำอำลากับโลกใบสีฟ้าสวย
.
.
.
..ผมไม่กังวลอีกต่อไปแล้ว ว่าท้ายที่สุด ผมจะทำมันสำเร็จหรือเปล่า..
.
.
.
Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket
.
.
.
....................

4.10.50

งานยิบย่อย

โพสต์รวมๆ ขี้เกียจเขียนที่มาที่ไป

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

ภาพประกอบหนังสือ

ชื่อหนังสือว่าไรก็ไม่รู้ ของมูลนิธิรักษ์ไทย

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

งานจากโปรแกรมเพนต์

ได้ดูวีดีโอจากยูทิวบ์ เค้าวาดภาพด้วย โปรแกรมเพนต์ เลยอยากลองมั่ง

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket